คุณยังไม่ได้ Login เข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
โดย TechnoInHome
วันที่ 07 ธ.ค. 2550 12:59
อ่าน : 1268
4 ... 4705314 อัญชนา _ Helicobacter pylori **

นางสาวอัญชนา  นาควงศ์

 

หน้า 1 |

 ข้อความที่ 1

โดย Chatdaporn
วันที่ 23 ก.พ. 2551 17:48

 

 

Helicobacter pylori
 

Scientific classification

                       Kingdom : Bacteria
                            Phylum : Proteobacteria
                                Class : Epsilon Proteobacteria
                                   Order : Campylobacterales
                                       Family : Helicobacteraceae
                                           Genus : Helicobacter
                                               Species : Helicobacte   pylori


4705226

 ข้อความที่ 2

โดย Chatdaporn
วันที่ 23 ก.พ. 2551 18:09

Helicobacter pylori (H. pylori)

เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุที่สำคัญของผู้ป่วยโรคกระเพาะ เชื่อว่าติดต่อโดยการรับประทานอาหาร และน้ำ เชื้อจะทำลายเยื่อบุ และฝังตัวที่กระเพาะอาหาร กรดจากกระเพาะอาหารจะช่วยทำลายเยื่อบุทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร   เป็นgram negative spiral bacteria สามารถพบได้บ่อยในบุคคลทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่ประชาชนยังมีฐานะยากจน ความเป็นอยู่ที่แออัดในชุมชน

สรีรวิทยา


H. pylori มีลักษณะเป็น curved gram negative rod (แบบแท่ง)                                 มีขนาดกว้าง 0.5-0.9 um. ยาว 3 um. และสามารถเปลี่ยนรูปร่างเป็น cocciod form      (ทรงกลม) หลังจากถูกอากาศภายในเวลา 2 ชั่วโมง    พบ long motile sheathed flagella (ตัวช่วยในการเคลื่อนที่) ซึ่งจะพบเพียงข้างใดข้างหนึ่งของเซล มักพบได้ประมาณ 4-5 อัน


โฉมหน้าของ H. pylori ที่บันทึกภาพด้วยกล้องจุลทรรศน์และดัดแปลงภาพด้วยเทคนิคต่างๆ


4705226

 ข้อความที่ 3

โดย Chatdaporn
วันที่ 23 ก.พ. 2551 18:22

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ และแผลในลำไส้ตอนต้น เกิดจาก แบคทีเรีย
ที่ส่งผลทำให้แพทย์และนักวิทยาศาสตร์สองท่าน ได้รับรางวัลโนเบลการแพทย์ ปี 2005
แพทย์และนักวิทยาศาสตร์สองท่านคือ โรบิน วอร์เรน และ แบรี มาร์แชล  ชาวออสเตรเลีย   ทั้งสองท่าน ได้รับรางวัลโนเบล จากผลงานเกี่ยวกับการค้นพบอันโดดเด่น และไม่คาดฝัน เกี่ยวกับ “แบคทีเรีย Helicobacter pylori และบทบาทของมัน ในการก่อโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และแผลในลำไส้ตอนต้น”


        วอร์เรน (ไว้หนวดเครา) และมาร์แชล
ผู้พิสูจน์ว่าโรคกระเพาะมีสาเหตุมาจากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง

             ราว 20 ปีที่แล้วที่ทั้งคู่เริ่มจับงานวิจัยนี้ ในตอนนั้น ดร. วอร์เรน ซึ่งเป็นนักพยาธิวิทยาสังเกตเห็นว่า คนไข้ราวครึ่งหนึ่งที่เขาตัดชิ้นเนื้อกระเพาะอาหารส่วนล่างมาตรวจ มีแบคทีเรียขนาดเล็กรูปทรงโค้งหรือคล้ายเกลียวปะปนปรากฏให้เห็น (เฮลิโคแบคเทอร์ ไพโลไร)   สังเกตเห็นว่า มีอาการอักเสบ ของเนื้อเยื่อ ใกล้กับบริเวณใกล้กับที่พบแบคทีเรียพวกนี้ 
คุณหมอมาร์แชล เกิดสนใจในการค้นพบของดร. วอร์เรน จึงได้เข้ามาร่วมงานกัน และศึกษาชิ้นเนื้อที่ได้จากผู้ป่วยราว 100 คน จนสังเกตพบหลักฐานยืนยันว่า ผู้ป่วยที่เกิดการอักเสบ ของกระเพาะอาหาร หรือลำไส้ส่วนต้นแทบทุกคน จะพบแบคทีเรียนี้อยู่ในเนื้อเยื่อด้วย  พวกเขาจึงเสนอสมมติฐานว่า H. pylori น่าจะเป็นสาเหตุของโรค 
แต่ก็มีคนเห็นขัดแย้งกับทฎษฏีนี้เนื่องจากหากพูดถึงโรคกระเพาะ แพทย์จะวินิจฉัย ว่าสาเหตุจะมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกรดในกระเพาะที่มากเกินไป, ความเครียด, อาหารเผ็ดร้อน, การสูบบุหรี่, แอลกอฮอล์ หรือแม้แต่ผลจากพันธุกรรม!
ไม่เชื่อว่า จะมีแบคทีเรีย อาศัยอยู่ ในกระเพาะอาหารของคนเราได้ เพราะ สภาพความเป็นกรด อย่างมาก
              เค้าได้ทำการพิสูจน์ทฎษฏีนี้โดยแยกเชื้อ ออกมาเพาะเลี้ยงในห้องทดลอง จนสำเร็จ   


  H. pylori ที่อยู่บนเซลล์กระเพาะของผู้ป่วย 

 

H. pylori ที่เพาะเลี้ยงบนเซลล์ในห้องทดลอง

 มาร์แชลเองพยายาม ทดสอบการก่อโรคในสัตว์ทดลอง โดยการใส่เชื้อแบคทีเรียเข้าไปในลูกหมู แต่ก็ไม่ได้ผลชัดเจนนัก   เขาจึงใช้ตัวเองเป็นหนูทดลอง!
ได้ผลแทบจะทันตาเห็นตามต้องการก็คือ ตลอดเวลาห้าวันต่อมาเขาต้องลุกมาอ้วกทุกเช้า ซึ่งเป็นอาการมาตรฐานสำหรับโรคนี้ ในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ต่อมา เขาก็ทนทุกข์ จากอาการของโรคกระเพาะอักเสบ และเกิดฝีหนองในกระเพาะอาหารในที่สุด
              จากผลการวิจัยที่ทำซ้ำและขยายขอบเขต ออกไปทั่วโลก ทำให้งานของพวกเขาได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ
              จุดเปลี่ยนสำคัญในเรื่องนี้มีอย่างน้อย 2 เหตุการณ์นั่นก็คือ ปี 1991 มีการประชุมที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (the Centers for Disease Control and Prevention) ในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
และมีคำประกาศเรื่องความเกี่ยวข้องระหว่าง H. pylori กับโรคกระเพาะ ซึ่งเปรียบเสมือนกับเป็นการยอมรับ ความถูกต้อง และความมุ่งมั่นทุ่มเท อุทิศตนด้านการวิจัย ของมาร์แชลและวอร์เรน อย่างเป็นทางการจากแวดวงการวิจัยที่เป็นแนวทางหลัก

         เช่นเดียวกับในปี 1994 ที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (the National Institutes of Health)  ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัย และให้ทุนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ของประเทศสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ความเห็นเป็นทางสนับสนุน  สมมติฐานที่ว่า โรคกระเพาะอักเสบ ที่เกิดซ้ำในผู้ป่วยนั้น ส่วนใหญ่แล้วน่าจะมีสาเหตุจากผู้ป่วยติดเชื้อ H. pylori นั่นเอง

               ปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางทั่วไปว่า โรคแผลในกระเพาะอาหารราว 3 ใน 4 มีสาเหตุมาจาก H. pylori ซึ่งสามารถรักษาได้อย่างถาวรด้วยชุดยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม  สำหรับการติดเชื้อนั้น มักจะเกิดตั้งแต่ในวัยเด็ก ผ่านทางสมาชิกในครอบครัวด้วยกัน
แต่มักจะยังไม่แสดงอาการจนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว


แผนที่แสดงเปอร์เซ็นต์ความถี่ที่พบเชื้อ H. pylori ในประชากรโลก


นอกจากนี้ ยังสังเกตเห็นกันด้วยว่าในกรณีของผู้ป่วย ที่ไม่ได้รับการรักษา การติดเชื้อดังกล่าว อาจจะนำไปสู่โรคมะเร็ง ของกระเพาะอาหารได้อีกต่างหาก


4705226

 ข้อความที่ 4

โดย Chatdaporn
วันที่ 23 ก.พ. 2551 18:29

การตรวจหาเชื้อ Helicobactor Pylori (H.pylori) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้เล็กส่วนต้นอักเสบ
 
มีวิธีการตรวจหาเชื้อ H.pylori ได้หลายวิธีเช่น

 การส่องกล้องตรวจ (Endoscopy)

 CLO Test

 Histology

 การเพาะเชื้อ (Culture)

 การเจาะเลือดตรวจ (Serology)
 
ซึ่งเป็นวิธีตรวจที่ค่อนข้างยุ่งยาก ต้องส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อตัวอย่างออกมาตรวจ ได้ผลช้า บางวิธีไม่ยุ่งยาก เช่นวิธีการตรวจแบบ serology เพียงเจาะเลือดออกมาตรวจเท่านั้น แต่ผลการตรวจนั้นให้ค่า Specificity และ Sensitivity ค่อนข้างต่ำ

ปัจจุบันมีวิธีการตรวจหาเชื้อ H.pylori วิธีใหม่ เป็นการตรวจแบบ Non Invasive โดยใช้ลมหายใจของผู้ป่วยเท่านั้น เรียกการตรวจนี้ว่า “UREA BREATH TEST” เพียง ผู้ป่วยทานยาที่เตรียมขึ้นมาเป็นพิเศษ แล้วเป่าลมเข้าไปในชุดการตรวจ หลังจากนั้น นำลมหายใจของผู้ป่วยไปวิเคราะห์ผล ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และมีความถูกต้องสูง
 
ปัจจุบัน KIT การตรวจ Urea Breath Test มี 2 ชนิดคือ
1. C-14 Urea Breath Test (PY Test)
2. C-13 Urea Breath Test (C-13 UBT)
 
1. การตรวจโดยวิธีC-14 Urea Breath Test 
 
C-14 Urea Breath Test เป็นการทดสอบลมหายใจที่ใช้ urea(14C) ในการตรวจหาเชื้อ Helicobactor pylori ในกระเพาะอาหาร
การใช้ C-14 Urea Breath Test (PY Test) เป็นการตรวจสอบหาเชื้อ H.pylori ที่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นอันตราย สำหรับวิธีการตรวจหาเชื้อนั้นทำได้โดยการให้ผู้ป่วยกลืนแคปซูลลงไปในกระเพาะอาหาร หากมี urease จากเชื้อ H.pylori อยู่ในกระเพาะอาหารของผู้ป่วย urea(14C) จะแตกตัวเป็น 14CO2 และ NH3 หลังจากผู้ป่วยกลืนแคปซูลไปแล้ว 10 นาที ก็จะมีการเก็บตัวอย่างลมหายใจออกไว้ในลูกโป่ง เมื่อถึงขั้นตอนการวิเคราะห์ ลมหายใจจะถูกส่งผ่าน collection fluid เพื่อดักจับ 14CO2 และนำ liquid sample ที่ได้ไปวิเคราะห์โดยเครื่อง liquid scintillation counter
 
การเตรียมตัวก่อนการตรวจ

 ผู้ป่วยจะต้องงดอาหารและน้ำ อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนการทดสอบ

 ผู้ป่วยจะต้องงดรับประทานยาปฏิชีวนะที่มี bismuth อย่างน้อย 4 สัปดาห์ ก่อนการทดสอบ

 หากรับประทานยากลุ่ม proton pump inhibitor เช่น Losec (Omeprazole), Somac (Pantaprazole), หรือ Zoton (Lanzopraaole) จะต้องหยุดการใช้ยาเหล่านี้ก่อนการทดสอบอย่างน้อย 1 สัปดาห์

 งดรับประทานยา sucralfate 2 สัปดาห์ก่อนการทดสอบ

 ไม่ควรหยิบยาหรือสัมผัสแคปซูลโดยตรง

 กลืนแคปซูลทันที ห้ามเคี้ยว
 
PY Test KIT ประกอบด้วย

 PY Test 1 แคปซูล

 ถ้วยน้ำใช้แล้วทิ้งขนาดความจุ 30 ml จำนวน 2 ถ้วย

 หลอดเป่า 1 หลอด

 ลูกโป่งยางไพโอเนียร์ 1 ลูก
 
สิ่งที่ต้องเตรียม

 นาฬิกาจับเวลา

 น้ำดื่มปริมาณ 40 มิลลิลิตร
 
ขั้นตอนการทดสอบ

ก่อนการทดสอบ บันทึกชื่อผู้ป่วยวันที่ ที่ทำการทดสอบลงบนลูกโป่งยางและตรวจสอบอุปกรณ์ให้ครบ
ก่อนเวลา 1 นาที   1. เปิดซองบรรจุแคปซูลและเทแคปซูลลงในถ้วยเปล่าขนาด 30 มิลลิลิตร ห้ามสัมผัสแคปซูลโดยตรง
  2. ส่งถ้วยบรรจุแคปซูลให้ผู้ป่วยถือไว้
  3. เทน้ำอุ่นปริมาณ 20 มิลลิลิตรลงในถ้วยใบที่สอง 

ที่เวลา 10 นาที   1. ให้ผู้ป่วยเทแคปซูลเข้าไปในปากแล้วกลืนพร้อมน้ำอุ่นปริมาณ 20  มิลลิลิตร
                        2. เริ่มจับเวลาหลังจากผู้ป่วยกลืนแคปซูลแล้ว
                       3. ทิ้งสิ่งที่ใช้แล้วเช่น แผงบรรจุ ถ้วยน้ำที่ใช้แล้วในที่เหมาะสม 

ที่เวลา 3 นาที  ถามผู้ป่วยว่าต้องการดื่มน้ำอุ่นอีก 20 มิลลิลิตร หรือไม่ (ในกรณีที่แคปซูลยายังค้างอยู่ที่หลอดอาหาร)

ที่เวลา 10 นาที  1. เสียบหลอดเข้าไปในช่องของลูกโป่งยาง
                        2. ให้ผู้ป่วยกลั้นลมหายใจไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วเป่าลมเข้าไปในลูกโป่งช้าๆ และให้ผู้ป่วยเป่าลมให้เต็มลูกโป่งยาง 
หลังการทดสอบ นำผลไปวิเคราะห์ผ่านเครื่อง ใช้เวลาประมาณ 5 นาที เครื่องจะอ่านผล
 
2. การตรวจโดยวิธี Urea Breathing Test C13
 
เป็นวิธีการตรวจแบบ NON INVASIVE เพราะการตรวจนี้ใช้เพียงแค่ลมหายใจของผู้ป่วยเท่านั้น เรียกการตรวจนี้ว่า C-13 UREA BREATH TEST (13C-UBT) เพียงแค่ผู้ป่วยทาน C-13 UREA BREATH TABLET ที่เตรียมขึ้นมาเป็นพิเศษ (บรรจุในชุดการตรวจ) รอ 30 นาที หลังทานยา แล้วให้ผู้ป่วยเป่าลมเข้าไปในหลอดแก้วที่อยู่ในชุดการตรวจ นำผลไปวิเคราะห์ด้วยเครื่อง GAS CHROMATOGRAPH / ISOTOPE RATIO MASS SPECTROMETER, GC / IRMS เรียกสั้นๆว่า เครื่อง HELIVIEW โดยเครื่องจะวิเคราะห์ผลโดยอัตโนมัติเสร็จใช้เวลาประมาณ 2 นาที ต่อผู้ป่วย 1 ท่าน ใช้เวลาทั้ง Cycle จะทราบผลภายใน 2 ชั่วโมง
ข้อดีของการตรวจแบบ 13C – UBT

 ไม่เจ็บปวด

 ไม่เป็นสารรังสี

 ปลอดภัยต่อเด็กและสตรีมีครรภ์

 ใช้ประเมินการเจริญเติบโตของเชื้อเบคทีเรีย

 มีความเชื่อมั่นสูงในการติดตามและควบคุมผลการรักษา

 มี SENSITIVITY และ SPECIFICITY มากกว่า 98 เปอร์เซ็นต์
 
การเตรียมตัวของผู้ป่วย

 งดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ก่อนการตรวจเพื่อให้กระเพาะอาหารว่าง จิบน้ำได้เล็กน้อย

 งดทานอาหารและน้ำ ที่มีส่วนผสมของน้ำอ้อย น้ำตาล และ แอลกอฮอล์ 1 วันก่อนตรวจ
 
วิธีการเก็บ Sample ผู้ป่วย C-13 UBT


กรอกรายละเอียดของผู้ป่วยลงบนกระดาษที่ติดไว้ข้างกล่อง จากนั้นเปิดกล่อง 
 
       1. เขียนชื่อ – นามสกุล ของผู้ป่วยลงบนฉลาก 4 ใบ (0 นาที 2 แผ่น, 30 นาที 2 แผ่น)
       2. นำฉลากไปติดที่ข้างหลอดทดลอง (0 นาที 2 แผ่น ติดที่หลอดทดลองสีฟ้า, 30 นาที 2   แผ่น ติดที่หลอดทดลองสีแดง)
       3. ให้ผู้ป่วยเปิดฝาหลอดทดลองออก เป่าลมเข้าไปในหลอดทดลองสีฟ้า แล้วปิดฝาอย่างรวดเร็ว จำนวน 2 หลอดเพื่อเป็นค่ามาตรฐาน (เทคนิคการเป่าลม ให้ใส่หลอดดูดเข้าไปจนถึงก้นหลอด ทดลอง ให้ผู้ป่วยหายใจเข้าเต็มปอด แล้วเป่าออกมาผ่านหลอดดูด ในขณะที่ผู้ป่วยเป่าอยู่นั้นให้ค่อยๆ ดึงหลอดทดลองออกมาจะสังเกตว่ามีคราบฝ้าติดที่ข้างหลอด การเป่าสามารถเป่าได้หลายครั้งจนแน่ใจว่ามีอากาศอยู่ในหลอดทดลอง)
เทคนิคการเป่าอากาศเข้าไปในหลอดทดลอง ครั้งแรกให้ผู้ป่วยทดลองเป่าอากาศให้ดูก่อน เพื่อจะสามารถประมาณเวลาหายใจออกของผู้ป่วยได้แม่นยำ เพราะจะสามารถดึงหลอดทดลองออกมาจากหลอดดูดในขณะที่ผู้ป่วยหายใจหมดพอดี 
       4. เตรียมน้ำ 2 แก้ว ดังนี้
 แก้วน้ำที่ 1 น้ำธรรมดา หรือน้ำอุ่น 125 มล. ละลายผง Citrate Acid (ซองสีเหลือง)

 แก้วน้ำที่ 2 น้ำอุ่น 30 มล. (น้ำอุ่นยาละลายเร็วกว่าน้ำธรรมดามาก) ละลายเม็ด C-13-UREA (ซองสีเงิน)
 
       5. ให้ผู้ป่วยทานน้ำในข้อ 4 แบบแซนวิช คือ ทานน้ำในข้อ 4.1 ก่อนครึ่งแก้ว ตามด้วยน้ำในข้อ 4.2 จนหมด แล้วทานน้ำในข้อ 4.1 ที่เหลืออีกครึ่งแก้วจนหมด
       6. รอเวลา 30 นาที
       7. หลังจากจับเวลาได้ 30 นาที แล้ว ให้ผู้ป่วยเป่าลมเข้าหลอดทดลองฝาสีแดง จำนวน 2 หลอด (เป่าเหมือนกับหลอดสีฟ้าตามข้อ 3)
      8. หลังจากปฏิบัติข้อ 5 เสร็จแล้ว ให้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ของ Lab ตามเบอร์โทรข้างกล่อง เจ้าหน้าที่จะไปรับชุดการตรวจภายใน 35 นาที เพื่อนำกลับไปวิเคราะห์ผล และส่งผลโดยการ Fax ภายใน 1 ชั่วโมง


4705226

 ข้อความที่ 5

โดย Chatdaporn
วันที่ 23 ก.พ. 2551 19:10

คำจำกัดความและขอบเขตของโรคกระเพาะ


              โรคกระเพาะหมายถึงโรคแผลในกระเพาะอาหาร(gastric ulcer)หรือแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น(duodenal ulcer)   เริ่มจากมีการทำลายของเยื่อบุผิวกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น แล้วน้ำกรด(HCl) และน้ำย่อย(pepsin)ที่กระเพาะสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการย่อยอาหารจะทำลายซ้ำเติมบริเวณนั้นให้เป็นแผลใหญ่ขึ้น กลายเป็นแผลในกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้นเรื้อรัง(peptic ulcer disease)


กลไกลการเกิดโรคของ H. pylori

เริ่มจากการติดเชื้อที่บริเวณกระเพาะอาหารส่วนล่าง
จากนั้นจะเกิดการอักเสบของชั้นเยื่อบุผิวกระเพาะ ซึ่งเมื่อผนวกเข้ากับกรดในกระเพาะ
ที่หลั่งออกมามากขึ้น อาจทำให้เกิดเป็นฝีหนอง ตกเลือด หรือแม้แต่มะเร็ง
กลไกลการเกิดโรคของ H. pylori  เชื้อนี้เข้าใจว่าติดต่อทาง fecal-oral คือกินเข้าไปพร้อมอาหารหรือน้ำ


 สาเหตุที่กระเพาะอาหารมีกรดมากขึ้น

เกิดขึ้นเนื่องจากสิ่งต่อไปนี้กระตุ้นให้กรดหลั่งมาก
- กระตุ้นของปลายประสาท เกิดจากความเครียด วิตกกังวลและอารมณ์
- การดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เหล้า เบียร์ ยาดอง
- ชา กาแฟ และน้ำดื่มที่มี Caffeine จะทำให้กรดหลั่งออกมามาก
- การสูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดออกมามาก 
- การกินอาหารไม่เป็นเวลา
- ภาวะที่มีกรดหลั่งออกมามาก เช่นโรค Zollinger-Ellisson syndrome กรดที่หลั่งออกมามากจะทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร
 

มีการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร เกิดจาก


     การกินยาแก้ปวด ลดไข้ แก้ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ ยาชุดที่มีแอสไพริน และยาสเตียรอยด์ ยาลูกกลอนต่างๆโดยเฉพาะสารที่ระคายกระเพาะ เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID แม้วว่าจะให้ยาโดยการฉีดหรืออมใต้ลิ้นก็มีโอกาสเกิดแผลที่กระเพาะ เนื่องจากนี้จะไปกระตุ้นให้เกิด cyclooxigenase II (Cox II) ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบที่กระเพาะ
    การกินอาหารเผ็ดจัด และเปรี้ยวจัดจากน้ำสมสายชู
    การดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เหล้า เบี้ย ยาดอง
 ประวัติเป็นโรคกระเพาะในครอบครัวหากครอบครัวไหนมีโรคกระเพาะ คนในครอบครัวนั้นก็จะมีโอกาสเกิดโรคกระสูง


4705226

 ข้อความที่ 6

โดย Chatdaporn
วันที่ 23 ก.พ. 2551 19:16

อาการของโรคกระเพาะ

1. ปวดท้อง ลักษณะอาการปวดท้องที่สำคัญ คือ

ปวดบริเวณลิ้มปี ปวดแบบแสบๆหรือร้อนๆ ปวดเรื้อรังมานาน เป็นๆ หายๆ เป็นเดือนหรือเป็นปี
ปวดสัมพันธ์กับอาหาร เช่น ปวดเวลาหิวหรือท้องว่างเมื่อกินอาหารหรือนม จะหายปวด บางรายจะปวดหลังจากกินอาหารหรือนมจะหายปวด บางรายจะปวดหลังจากกินอาหารหรือปวดกลางดึกก็ได้
2. จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เรอลม มีลมในท้อง ร้อนในท้อง คลื่นไส้อาเจียน

3. อาการโรคแทรกซ้อน ได้แก่

 อาเจียนเป็นเลือดดำ หรือแดง หรือถ่ายดำ เนื่องจากมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น
 ปวดท้องรุนแรง และ ช๊อค เนื่องจากแผลกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กทะลุ
 ปวดท้องและอาเจียนมาก เนื่องจากการอุดต้นของกระเพาะอาหาร
อาการของโรคกระเพาะอาหารจะไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค บางรายไม่มีอาการปวดท้อง แต่มีแผลใหญ่มากในกระเพราะอาหาร หรือลำไส้ บางรายปวดท้องมากแต่ไม่มีแผลเลยก็ได้

อาการอื่นที่พบได้

น้ำหนักลด
เบื่ออาหาร
แน่นท้อง ท้องเฟ้อ
คลื่นไส้ อาเจียน


ผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ต้องรีบพบแพทย์

ปวดท้องทันที ปวดเหมือนถูกมีดบาด ขยับตัวหรือหายใจแรงๆจะทำให้ปวดเพิ่มมากขึ้น และปวดไม่หาย ซึ่งอาจจะเกิดจากกระเพาะอาหารทะลุ
อุจาระดำ หรืออาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากเลือดออกทางเดินอาหาร
แน่นท้องอาเจียนบ่อย เป็นอาหารที่รับประทานเข้าไป ซึ่งอาจจะเกิดจากลำไส้อุดตัน
การวินิจฉัยโรคกระเพาะอาหาร

หากอาการปวดท้องเหมือนกับโรคกระเพาะอาหารแพทย์จะมีวิธีวินิจฉัยโรคกระเพาะดังนี้

จะตรวจกลืนแป้งแล้ว x-ray เป็นวิธีที่ทำง่าย ไม่เจ็บปวด ไม่ต้องให้ยานอนหลับ ตรวจเสร็จแล้วกลับบ้านได้ ข้อเสียของการตรวจวิธีนี้คือไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง แลไม่สามารถนำเนื้อเยื่อไปตรวจ

 endoscope เป็นวิธีการที่สำคัญในการตรวจและรักษา ข้อดีของการตรวจคือเห็นด้วยตา สามารถถ่ายรูป และนำเนื้อเยื่อไปตรวจ ข้อเสียต้องใส่ท่อเข้าในกระเพาะ อาจจะต้องใช้ยานอนหลับเพื่อดูว่ามีแผลหรือไม่

การวินิจฉัย H. pylori

หลังจากแพทย์พบว่าเป็นแผลในกระเพาะอาหารแพทย์จะส่งตรวจว่าเป็น H. pylori            ได้หลายวิธี

โดยการเจาะเลือดหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ H. pylori
Breath tests วิธีนี้โดยมากใช้ติดตามหลังการรักษา โดยการให้ผู้ป่วยดื่มสาร urea ซึ่งมี atom ของ carbon ที่อาบรังสี ถ้าผู้ป่วยมีเชื้อในกระเพาะจะตรวจพบ atom ของ carbon จากลมหายใจ
จากการตัดเนื้อเยื่อโดยการส่องกล้องซึ่งตรวจได้ 3 วิธี
นำเนื้อเยื่อทำปฏิกิริยา urease test  ถ้ามีเชื้อจะให้ผลบวก
นำเนื้อเยื่อส่องกล้องหาตัวเชื้อ
นำเนื้อเยื่อไปเพาะเชื้อ


วิธีการรักษาโรคกระเพาะอาหาร

1. กำจัดต้นเหตุของการเกิดโรค ได้แก่

ก. กินอาหารให้เป็นเวลา
ข. งดอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด
ค. งดดื่มเหล้า เบียร์ หรือยาดอง
ง. งดดื่มน้ำชา กาแฟ
จ. งดสูบบุหรี่
ฉ. งดเว้นการกินยา ที่มีผลต่อกระเพาะอาหาร
ช. พักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายคลายตึงเครียด

2. การให้ยารักษา โดยกินยาอย่างถูกต้อง คือต้องกินยาให้สม่ำเสมอ กินยาให้ครบตามจำนวน และระยะเวลาที่แพทย์สั่งยารักษาโรคกระเพาะอาหาร ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาประมาณอย่างน้อย 4-6 อาทิตย์ แผลจึงจะหาย ดังนั้นภายหลังกินยา ถ้าอาการดีขึ้นห้ามหยุดยา ต้องกินยาต่อจนครบ และแพทย์แน่ใจว่าแผลหายแล้ว จึงจะลดยาหรือหยุดยาวได้

3.การผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบัน มียาที่รักษาโรคกระเพาะอาหารอย่างดีจำนวนมากถ้าให้การรักษาที่ถูกต้อง ก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดสำหรับการผ่าตัดอาจทำให้เป็นกรณีที่เกิดโรคแทรกซ้อน ได้แก่

ก. เลือดออกในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก โดยไม่สามารถทำให้หยุดเลือดออกได้
ข. แผลกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กเกิดการทะลุ
ค. กระเพาะอาหารมีการอุดตัน


4705226

 ข้อความที่ 7

โดย Chatdaporn
วันที่ 23 ก.พ. 2551 19:18
สถิติต่างๆ ของ เฮลิโคแบคเทอร์ ไพลอไร (Helicobacter pylori)
+ พบแบคทีเรีย H. pylori ในกระเพาะของราวครึ่งหนึ่งของคนในโลกนี้
+ ในประเทศที่กำลังพัฒนา เกือบทุกคนติดเชื้อนี้
+ การติดเชื้อปกติแล้วเกิดในวัยเด็ก แต่แบคทีเรียอาจจะยังคงอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารได้ตลอดชีวิตของคนผู้นั้น
+ ในคนส่วนใหญ่จะไม่พบอาการป่วยแต่อย่างใด
+ แบคทีเรียนี้ก่อโรคได้ราว 10-15 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ติดเชื้อ
4705226

 ข้อความที่ 8

โดย Chatdaporn
วันที่ 23 ก.พ. 2551 19:21

เอกสารอ้างอิง

www.samitivejhospitals.info/sukhumvit/helicobacter_Pylori_th.aspx - 63k -

http://www.vcharkarn.com/varticle/

www.siamhealth.net/public_html/Disease/GI/pu/peptic_ulcer.htm - 28k -


4705226

 ข้อความที่ 9

โดย Chatdaporn
วันที่ 23 ก.พ. 2551 19:26

อาจารย์คะ  ที่หนูต้องใช้รหัสเพื่อนส่งงาน เพราะหนูมีปัญหาเรื่อง password ของหนูค่ะ

สมัครใหม่ก็ไม่ได้ หนูกลัวส่งงานไม่ทันก็เลยใช้รหัสเพื่อนส่ง หวังว่าอาจารย์คงไม่ว่าอะไรนะคะ

ขอขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ

อัญชนา  นาควงศ์  4705314


4705226

 ข้อความที่ 10

โดย Chatdaporn
วันที่ 23 ก.พ. 2551 19:42
  248 KB

 Helicobacter pylori

นางสาวอัญชนา นาควงศ์   4705314

                         โทรศัพท์   083-9401013


4705226

หน้า 1 |